🟡 Post-Game Analysis: Summary of SET on 11/6/24 🟡
The SET Index declined -2.47 points (-0.19%) to close at 1,316.10 with a trading value of 45.3 billion baht (271 stocks advanced, 216 declined). The index remained volatile, despite rebounding during the day, but closed lower reflecting the market awaiting clarity on several key events tomorrow. Domestically, these include the Constitutional Court's ruling on disbanding the Kao Klai party and the BOT meeting. Internationally, the US CPI inflation report and the Fed meeting.
The groups supporting the index were Healthcare with BH, BDMS and Components with HANA, KCE, DELTA. Groups weighing on the index were Banks and Retail.
Highlights:
* BDMS (+1.87%), BH (+0.42%), CHG (+2.96%), BCH (+1.1%)
Hospital stocks rose on the high season approach with more patients during rainy season. KSS analysts have a Bullish weighting on Healthcare, recommending BDMS (24FTP 37.00) and CHG (TP 3.7) as top picks.
* BE8 (+4.22%), BBIK (+4.27%)
Digital consultant tech stocks rebounded after share price declines in Q1 on high competition. KSS sees the sector passing the low point in 1Q24, with faster government disbursements recently helping ease competition. BE8's meeting yesterday forecast earnings recovery from 3Q24 onwards. KSS upgraded BE8 to Buy (24FTP 21.00).
* HANA (+3.6%), KCE (+1.2%), DELTA (+0.7%)
Component stocks rose on South Korea's semiconductor exports surging 36.6% y-o-y in early June despite an overall 4.7% y-o-y decline. Also boosted by Apple's AI product launch driving device replacements. KSS recommends Buy on KCE (24FTP 45.00) and Trading Buy on HANA.
* JMART (+13.45%) JMT (+10.74%) SINGER (+11.66%) SGC (+17.73%)
JMART group stocks surged, likely on expectations of positive news at the analyst meeting on June 17.
* KBANK (-1.57%) BBL (-1.11%) SCB (-0.96%) KTB (-1.13%)
Bank stocks were sold off as investors reduced risk ahead of tomorrow's BOT meeting on the policy rate and economic outlook. Within the sector, KSS maintains KTB (TP 21) as a top pick.
#KSSResearch
The SET Index declined -2.47 points (-0.19%) to close at 1,316.10 with a trading value of 45.3 billion baht (271 stocks advanced, 216 declined). The index remained volatile, despite rebounding during the day, but closed lower reflecting the market awaiting clarity on several key events tomorrow. Domestically, these include the Constitutional Court's ruling on disbanding the Kao Klai party and the BOT meeting. Internationally, the US CPI inflation report and the Fed meeting.
The groups supporting the index were Healthcare with BH, BDMS and Components with HANA, KCE, DELTA. Groups weighing on the index were Banks and Retail.
Highlights:
* BDMS (+1.87%), BH (+0.42%), CHG (+2.96%), BCH (+1.1%)
Hospital stocks rose on the high season approach with more patients during rainy season. KSS analysts have a Bullish weighting on Healthcare, recommending BDMS (24FTP 37.00) and CHG (TP 3.7) as top picks.
* BE8 (+4.22%), BBIK (+4.27%)
Digital consultant tech stocks rebounded after share price declines in Q1 on high competition. KSS sees the sector passing the low point in 1Q24, with faster government disbursements recently helping ease competition. BE8's meeting yesterday forecast earnings recovery from 3Q24 onwards. KSS upgraded BE8 to Buy (24FTP 21.00).
* HANA (+3.6%), KCE (+1.2%), DELTA (+0.7%)
Component stocks rose on South Korea's semiconductor exports surging 36.6% y-o-y in early June despite an overall 4.7% y-o-y decline. Also boosted by Apple's AI product launch driving device replacements. KSS recommends Buy on KCE (24FTP 45.00) and Trading Buy on HANA.
* JMART (+13.45%) JMT (+10.74%) SINGER (+11.66%) SGC (+17.73%)
JMART group stocks surged, likely on expectations of positive news at the analyst meeting on June 17.
* KBANK (-1.57%) BBL (-1.11%) SCB (-0.96%) KTB (-1.13%)
Bank stocks were sold off as investors reduced risk ahead of tomorrow's BOT meeting on the policy rate and economic outlook. Within the sector, KSS maintains KTB (TP 21) as a top pick.
#KSSResearch
❤1👍1👏1
🟡 เก่งหลังเกมส์ สรุปประเด็น SET 7 ก.ค.68 🟡
📊SET Index พลิกปิดบวก 3.06 จุด (+0.27%) ปิดที่ระดับ 1,123 จุด แต่มูลค่าเบาบาง 3.1 หมื่นล้านบาท (จำนวนหุ้นปรับลง 252 บริษัท, หุ้นปรับขึ้น 191 บริษัท) นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายรอตัวเลขภาษีใหม่จาก โดนัล ทรัมป์
📈Sector ปรับขึ้นพยุงดัชนี คือ กลุ่ม ICT (ADVANC, TRUE), กลุ่มค้าปลีก (CPALL, CPAXT, HMPRO), ธนาคาร (BBL, KBANK, KTB, TCAP) ส่วน
📉Sector ปรับลง คือ กลุ่มนิคมฯ (AMATA, WHA), กลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF, BGRIM, GPSC), กลุ่มส่งออกอาหาร (CPF, TFG, BTG)
หุ้นที่เคลื่อนไหวโดดเด่น คือ
📱ADVANC (+2.87%), TRUE (+4.63%) มีข่าวดีวานนี้ กสทช. มีมติ 5:1 รับรองผลประมูลคลื่นชุดใหม่ปลดล็อก Overhang ให้กับ TRUE และ ADVANC ผสานกับวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของเราออกบทวิเคราะห์วันนี้แนะนำให้ ซื้อ ADVANC เป้า 350 บาท หลังทำ Preview คาดมีกำไรจากการดำเนินงานปกติที่ 1.1 หมื่นล้านบาท +5q-q และ +31%y-y และคาดว่าจะจ่ายปัน 1H25F ประมาณ 6.56 บาทต่อหุ้นให้ Dividend yield 2.4%
🏪CPALL (+1.68%), CPAXT (+1.04%) มีจิตวิทยาบวกจากข่าว MQDC ได้รับ Funding จาก SCB ช่วยให้นักลงทุนคลายกังวลเรื่องสภาพคล่องและการ Roll over หุ้นกู้ที่กำลังจะครบกำหนดเป็นจิตวิทยาบวกกับหุ้นในกลุ่ม CP ทั้งระบบ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของเรายังชอบ CPALL และเลือกเป็น Top Pick ของกลุ่ม เป้าหมาย 80 บาท
🌳AMATA (-6.58%), WHA (-8.82%), ROJNA (-4.5%) นักลงทุนเทขายหลังไทยยังไม่บรรลุดีลการค้ากับสหรัฐ กังวลความสามารถการแข่งขันลดลงโดยเฉพาะหากไทยถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าในอัตราที่สูงกว่าเวียดนาม (>20%)
🐷CPF (-0.46%), TFG (-1.83%), BTG (-3.33%) นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานออกรายงาน Soft commodity พบว่าราคาหมูในไทยและเวียดนามปรับลงต่อเนื่องล่าสุด -2.3% และ 2.9%w-w ในขณะเดียวกันมีความเสี่ยงที่ไทยจะถูกสินค้าเกษตรจากสหรัฐเข้ามาทุ่มตลาดหากไทยเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐ 0% เหมือนเวียดนาม
#KSSResearch
📊SET Index พลิกปิดบวก 3.06 จุด (+0.27%) ปิดที่ระดับ 1,123 จุด แต่มูลค่าเบาบาง 3.1 หมื่นล้านบาท (จำนวนหุ้นปรับลง 252 บริษัท, หุ้นปรับขึ้น 191 บริษัท) นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายรอตัวเลขภาษีใหม่จาก โดนัล ทรัมป์
📈Sector ปรับขึ้นพยุงดัชนี คือ กลุ่ม ICT (ADVANC, TRUE), กลุ่มค้าปลีก (CPALL, CPAXT, HMPRO), ธนาคาร (BBL, KBANK, KTB, TCAP) ส่วน
📉Sector ปรับลง คือ กลุ่มนิคมฯ (AMATA, WHA), กลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF, BGRIM, GPSC), กลุ่มส่งออกอาหาร (CPF, TFG, BTG)
หุ้นที่เคลื่อนไหวโดดเด่น คือ
📱ADVANC (+2.87%), TRUE (+4.63%) มีข่าวดีวานนี้ กสทช. มีมติ 5:1 รับรองผลประมูลคลื่นชุดใหม่ปลดล็อก Overhang ให้กับ TRUE และ ADVANC ผสานกับวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของเราออกบทวิเคราะห์วันนี้แนะนำให้ ซื้อ ADVANC เป้า 350 บาท หลังทำ Preview คาดมีกำไรจากการดำเนินงานปกติที่ 1.1 หมื่นล้านบาท +5q-q และ +31%y-y และคาดว่าจะจ่ายปัน 1H25F ประมาณ 6.56 บาทต่อหุ้นให้ Dividend yield 2.4%
🏪CPALL (+1.68%), CPAXT (+1.04%) มีจิตวิทยาบวกจากข่าว MQDC ได้รับ Funding จาก SCB ช่วยให้นักลงทุนคลายกังวลเรื่องสภาพคล่องและการ Roll over หุ้นกู้ที่กำลังจะครบกำหนดเป็นจิตวิทยาบวกกับหุ้นในกลุ่ม CP ทั้งระบบ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของเรายังชอบ CPALL และเลือกเป็น Top Pick ของกลุ่ม เป้าหมาย 80 บาท
🌳AMATA (-6.58%), WHA (-8.82%), ROJNA (-4.5%) นักลงทุนเทขายหลังไทยยังไม่บรรลุดีลการค้ากับสหรัฐ กังวลความสามารถการแข่งขันลดลงโดยเฉพาะหากไทยถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าในอัตราที่สูงกว่าเวียดนาม (>20%)
🐷CPF (-0.46%), TFG (-1.83%), BTG (-3.33%) นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานออกรายงาน Soft commodity พบว่าราคาหมูในไทยและเวียดนามปรับลงต่อเนื่องล่าสุด -2.3% และ 2.9%w-w ในขณะเดียวกันมีความเสี่ยงที่ไทยจะถูกสินค้าเกษตรจากสหรัฐเข้ามาทุ่มตลาดหากไทยเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐ 0% เหมือนเวียดนาม
#KSSResearch
❤3
🇪🇺🇺🇸KSS Breaking News : EU คืบหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ภายใต้ภาษี 15%
👍 สหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐฯ กำลังมีความคืบหน้าในการบรรลุข้อตกลงการค้าที่จะกำหนด อัตราภาษี 15% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่
🔸 ประเทศสมาชิก EU หลายแห่งเริ่มมีแนวโน้มยอมรับอัตราภาษีดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ EU ต้องการให้รวมถึง ภาคยานยนต์ (cars) ด้วย
🔸สำหรับ สินค้านำเข้าอย่างเหล็กและอะลูมิเนียม ที่เกินโควตา จะยังคงถูกเก็บภาษีในอัตรา 50%
🔸แม้ EU จะมองว่าการเจรจามีแนวโน้มเชิงบวก แต่ยังคงมีความระมัดระวัง เนื่องจาก ข้อตกลงสุดท้ายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจคาดเดาได้ยาก
#KSS #KSSResearch #USTradeDeal
👍 สหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐฯ กำลังมีความคืบหน้าในการบรรลุข้อตกลงการค้าที่จะกำหนด อัตราภาษี 15% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่
🔸 ประเทศสมาชิก EU หลายแห่งเริ่มมีแนวโน้มยอมรับอัตราภาษีดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ EU ต้องการให้รวมถึง ภาคยานยนต์ (cars) ด้วย
🔸สำหรับ สินค้านำเข้าอย่างเหล็กและอะลูมิเนียม ที่เกินโควตา จะยังคงถูกเก็บภาษีในอัตรา 50%
🔸แม้ EU จะมองว่าการเจรจามีแนวโน้มเชิงบวก แต่ยังคงมีความระมัดระวัง เนื่องจาก ข้อตกลงสุดท้ายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจคาดเดาได้ยาก
#KSS #KSSResearch #USTradeDeal
❤2👍1
🔥KSS Strategist Comment - DELTA: เมื่อ Overnight Big Lot อาจกลายเป็น “ฐานของ Institutions”
⚡️Facts : (Bloomberg) รายงานว่า
Delta International Holding เสนอขายหุ้น DELTA Electronics Thailand
จำนวน 45.8 ล้านหุ้น
ที่ช่วงราคา 171–175 บาท/หุ้น
ผ่าน UBS คาดซื้อขายวันที่ 8 ม.ค.
คิดเป็นส่วนลด 5.91–8.06% จากราคาปิดล่าสุด
💡 โดยปกติ overnight big lot ใต้เส้นค่าเฉลี่ยหลัก ต่ำกว่า DMA-50 ที่ 200.20 บาท
มักถูกมองเป็นแรงกดต่อราคาในระยะสั้น
แต่กรณีของ DELTA บริบทการวิเคราะห์อาจแตกต่าง
ที่ผ่านมา นักลงทุนสถาบันจำนวนไม่น้อยสะท้อนตรงกันว่า
DELTA เป็นหุ้นเติบโตสูง และไปกับ Mega Trend ของ Tech Industry
แต่ “สภาพคล่องต่ำ” สำหรับการถือขนาดใหญ่ และการวางสถานะ
free float บนกระดาษอาจดูเพียงพอ
แต่ในเชิงปฏิบัติ หุ้นที่หมุนจริงในตลาดมีจำกัด
ทำให้การ build position ทำได้ยาก
ในบริบทนี้ การที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ (“แม่”) กระจายหุ้นออกมา
ผ่าน overnight block อาจไม่ใช่สัญญาณลบเชิงธุรกิจและโอกาสการเติบโต
แต่น่าจะเป็น การเพิ่ม supply เพื่อเปิดทางให้เงินสถาบัน เข้ามาถือครอง และเป็นการแก้ปัญหาสภาพคล่อง จำนวนหุ้นหมุนเวียนในตลาดน้อย ในรอบแรก
ประเด็นชี้ขาดจึงไม่ใช่ “ทำไมถึงขาย”
แต่คือ ตลาดมี Demand มากพอจะรับ supply นี้หรือไม่
ถ้า Demand สูง และ big lot ถูก absorb ได้หมด
โดยที่ราคาไม่หลุดกรอบ 171–175 บาท
ระดับราคานี้ จะไม่ใช่ discount reference
แต่จะกลายเป็นต้นทุนเฉลี่ยของ Institutions (Institutional Base)
ประเด็นนี้สำคัญมาก!!!
เพราะเมื่อเงินลักษณะนี้เข้ามา downside จะถูกจำกัด
ขณะที่ liquidity และโครงสร้างผู้ถือหุ้นจะดีขึ้น
✍️ Koraphat Strategist
#KSSResearch #delta
Source : (Bloomberg) -- Delta Electronics Thailand holder Delta International Holding offers 45.8m shares at 171-175 baht/share via UBS to trade on Jan. 8, according to terms seen by Bloomberg.
• Price represents 5.91% to 8.06% discount to last close
• 12.5b shares outstanding (4.67b-share float) as of April 28, 2023
• Shares have fallen 6.53% in the past month
• 50-DMA 200.20 baht
• NOTE: For a daily wrap on developments in Asia ECM
⚡️Facts : (Bloomberg) รายงานว่า
Delta International Holding เสนอขายหุ้น DELTA Electronics Thailand
จำนวน 45.8 ล้านหุ้น
ที่ช่วงราคา 171–175 บาท/หุ้น
ผ่าน UBS คาดซื้อขายวันที่ 8 ม.ค.
คิดเป็นส่วนลด 5.91–8.06% จากราคาปิดล่าสุด
💡 โดยปกติ overnight big lot ใต้เส้นค่าเฉลี่ยหลัก ต่ำกว่า DMA-50 ที่ 200.20 บาท
มักถูกมองเป็นแรงกดต่อราคาในระยะสั้น
แต่กรณีของ DELTA บริบทการวิเคราะห์อาจแตกต่าง
ที่ผ่านมา นักลงทุนสถาบันจำนวนไม่น้อยสะท้อนตรงกันว่า
DELTA เป็นหุ้นเติบโตสูง และไปกับ Mega Trend ของ Tech Industry
แต่ “สภาพคล่องต่ำ” สำหรับการถือขนาดใหญ่ และการวางสถานะ
free float บนกระดาษอาจดูเพียงพอ
แต่ในเชิงปฏิบัติ หุ้นที่หมุนจริงในตลาดมีจำกัด
ทำให้การ build position ทำได้ยาก
ในบริบทนี้ การที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ (“แม่”) กระจายหุ้นออกมา
ผ่าน overnight block อาจไม่ใช่สัญญาณลบเชิงธุรกิจและโอกาสการเติบโต
แต่น่าจะเป็น การเพิ่ม supply เพื่อเปิดทางให้เงินสถาบัน เข้ามาถือครอง และเป็นการแก้ปัญหาสภาพคล่อง จำนวนหุ้นหมุนเวียนในตลาดน้อย ในรอบแรก
ประเด็นชี้ขาดจึงไม่ใช่ “ทำไมถึงขาย”
แต่คือ ตลาดมี Demand มากพอจะรับ supply นี้หรือไม่
ถ้า Demand สูง และ big lot ถูก absorb ได้หมด
โดยที่ราคาไม่หลุดกรอบ 171–175 บาท
ระดับราคานี้ จะไม่ใช่ discount reference
แต่จะกลายเป็นต้นทุนเฉลี่ยของ Institutions (Institutional Base)
ประเด็นนี้สำคัญมาก!!!
เพราะเมื่อเงินลักษณะนี้เข้ามา downside จะถูกจำกัด
ขณะที่ liquidity และโครงสร้างผู้ถือหุ้นจะดีขึ้น
✍️ Koraphat Strategist
#KSSResearch #delta
Source : (Bloomberg) -- Delta Electronics Thailand holder Delta International Holding offers 45.8m shares at 171-175 baht/share via UBS to trade on Jan. 8, according to terms seen by Bloomberg.
• Price represents 5.91% to 8.06% discount to last close
• 12.5b shares outstanding (4.67b-share float) as of April 28, 2023
• Shares have fallen 6.53% in the past month
• 50-DMA 200.20 baht
• NOTE: For a daily wrap on developments in Asia ECM
❤2👍2
KSS Global Macro | Breaking News: ปธน. Trump เสนอชื่อ Kevin Warsh อดีตผู้ว่าการ Fed
เข้าดำรงตำแหน่งประธาน Fed แทน Jerome Powell
ซึ่งจะหมดวาระในวันที่ 15 พ.ค. นี้
Warsh เป็นอดีตผู้ว่าการ Fed ที่มีประสบการณ์สูงและได้รับการยอมรับในเชิงนโยบาย แม้ตลาดรับรู้ว่าทรัมป์คาดหวังท่าทีทางการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น
การเสนอชื่อเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองต่อความเป็นอิสระของ Fed ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่เหนือเป้าหมายระยะกลาง
Strategy & Market Implication:
หลังข่าวการเสนอชื่อ ตลาดเริ่ม Reprice นโยบายการเงินในเชิง Dovish เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
สะท้อนจาก CME FedWatch Tool ที่ปรับคาดการณ์การลดดอกเบี้ยปีนี้เป็น – ลด 2 ครั้ง (92%) และ 3 ครั้ง (8%) เทียบกับก่อนหน้าที่ตลาดมองลดเพียง 1–2 ครั้ง เป็นหลัก
มุมมองหลักของ KSS (Base on MUFG): เรายังคงประเมินว่า Fed จะลดดอกเบี้ยรวม 3 ครั้งในปีนี้ (~75 bps) จากแรงกดดันการเติบโตเศรษฐกิจที่เสี่ยงชะลอลง จากภาวะตลาดแรงงานทรุดตัวต่อเนื่อง และภาวะการเงินที่ตึงตัวสะสม(ยอดผิดชำระหนี้ Credit Card และ Auto เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง) แม้เงินเฟ้อยังไม่กลับสู่เป้าหมายอย่างสมบูรณ์
การเสนอชื่อ Warsh ช่วยเพิ่ม Policy Credibility ให้ภาพ Dovish เป็นลักษณะ “Dovish with Discipline” มากกว่าการผ่อนคลายเชิงการเมือง
ลดความเสี่ยง Policy Error และหนุน Sentiment ต่อสินทรัพย์เสี่ยง
โครงสร้างตลาดที่มี Leverage และ Technical-driven Flow สูง
ทำให้การปรับความคาดหวังดอกเบี้ยส่งผลเชิงบวกต่อ Risk Assets ได้รวดเร็ว
Investment Strategy: ภาพ Easing Policy ที่ชัดขึ้น เป็นแรงหนุนเชิงจิตวิทยาต่อ SET Index โดยเฉพาะหุ้นที่มีความอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ยและ Yield ขาลง
Theme Plays:
✓ High Yield: ADVANC, AP, SC
✓ High Leverage: TRUE, CPALL, MINT
✓ Power Plant: GULF
§§ Best Picks: ADVANC, GULF §§
#KSSResearch #KSS
เข้าดำรงตำแหน่งประธาน Fed แทน Jerome Powell
ซึ่งจะหมดวาระในวันที่ 15 พ.ค. นี้
Warsh เป็นอดีตผู้ว่าการ Fed ที่มีประสบการณ์สูงและได้รับการยอมรับในเชิงนโยบาย แม้ตลาดรับรู้ว่าทรัมป์คาดหวังท่าทีทางการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น
การเสนอชื่อเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองต่อความเป็นอิสระของ Fed ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่เหนือเป้าหมายระยะกลาง
Strategy & Market Implication:
หลังข่าวการเสนอชื่อ ตลาดเริ่ม Reprice นโยบายการเงินในเชิง Dovish เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
สะท้อนจาก CME FedWatch Tool ที่ปรับคาดการณ์การลดดอกเบี้ยปีนี้เป็น – ลด 2 ครั้ง (92%) และ 3 ครั้ง (8%) เทียบกับก่อนหน้าที่ตลาดมองลดเพียง 1–2 ครั้ง เป็นหลัก
มุมมองหลักของ KSS (Base on MUFG): เรายังคงประเมินว่า Fed จะลดดอกเบี้ยรวม 3 ครั้งในปีนี้ (~75 bps) จากแรงกดดันการเติบโตเศรษฐกิจที่เสี่ยงชะลอลง จากภาวะตลาดแรงงานทรุดตัวต่อเนื่อง และภาวะการเงินที่ตึงตัวสะสม(ยอดผิดชำระหนี้ Credit Card และ Auto เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง) แม้เงินเฟ้อยังไม่กลับสู่เป้าหมายอย่างสมบูรณ์
การเสนอชื่อ Warsh ช่วยเพิ่ม Policy Credibility ให้ภาพ Dovish เป็นลักษณะ “Dovish with Discipline” มากกว่าการผ่อนคลายเชิงการเมือง
ลดความเสี่ยง Policy Error และหนุน Sentiment ต่อสินทรัพย์เสี่ยง
โครงสร้างตลาดที่มี Leverage และ Technical-driven Flow สูง
ทำให้การปรับความคาดหวังดอกเบี้ยส่งผลเชิงบวกต่อ Risk Assets ได้รวดเร็ว
Investment Strategy: ภาพ Easing Policy ที่ชัดขึ้น เป็นแรงหนุนเชิงจิตวิทยาต่อ SET Index โดยเฉพาะหุ้นที่มีความอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ยและ Yield ขาลง
Theme Plays:
✓ High Yield: ADVANC, AP, SC
✓ High Leverage: TRUE, CPALL, MINT
✓ Power Plant: GULF
§§ Best Picks: ADVANC, GULF §§
#KSSResearch #KSS
KSS Research Update : Finance ( NEUTRAL)
ประเด็น
ราคาหุ้นกลุ่ม Finance ปรับลงมากวันนี้
ความเห็น
เราคาดว่ามาจาก
1. ความกังวลเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ จากผลประกอบการ 2Q26 ที่ประกาศออกมา ภาพรวม NPL ปรับขึ้น q-q
2. บริษัทใหญ่ อย่าง MTC มีการปรับเป้าสินเชื่อลง เรามองว่าสะท้อนถึงความกังวลด้านคุณภาพสินทรัพย์
3. ความกังวลเรื่องการเข้ามาควบคุมการเพิ่มเติมปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมจากทาง ธปท.
#Chayaporn
#KSSResearch
ประเด็น
ราคาหุ้นกลุ่ม Finance ปรับลงมากวันนี้
ความเห็น
เราคาดว่ามาจาก
1. ความกังวลเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ จากผลประกอบการ 2Q26 ที่ประกาศออกมา ภาพรวม NPL ปรับขึ้น q-q
2. บริษัทใหญ่ อย่าง MTC มีการปรับเป้าสินเชื่อลง เรามองว่าสะท้อนถึงความกังวลด้านคุณภาพสินทรัพย์
3. ความกังวลเรื่องการเข้ามาควบคุมการเพิ่มเติมปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมจากทาง ธปท.
#Chayaporn
#KSSResearch
KSS Research Update : GULF (Buy, TP27F THB 77.0)
What's news
• มอง Slightly Positive ต่อวันนี้ GULF แจ้งตลาดฯ COD โรงไฟฟ้า i) โซลาร์ LNE ขนาด 68 MWe ii) โซลาร์พร้อมแบตเตอรี่ SSE ขนาด 67 MWe เร็วกว่ากำหนดการ COD เดิมในเดือนธ.ค. 26F เล็กน้อย
• ระยะถัดไปในเดือนพ.ย.-ธ.ค. 26F คาดมีการ COD โครงการ i) โซลาร์ 177 MW (ถือ 50% ร่วมกับ GUNKUL) ii) โซลาร์พร้อมแบตเตอรี่ 59 MW (ถือ 100%) เป็นหนึ่งในปัจจัยหนุนการเติบโตของกำไรปี 27F ซึ่งคาดที่ 42 พันลบ. (+14% y-y)
• เราคงคำแนะนำ Buy ที่ TP27F 77.0 บาท/หุ้นเป็น Top pick ของกลุ่ม โดย GULF ยังมี Upside จากกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ภายใต้แผน PDP26F ซึ่งยังไม่ถูกรวมอยู่ในประมาณการของเรา
#Pannathat_KSS
#KSSResearch
What's news
• มอง Slightly Positive ต่อวันนี้ GULF แจ้งตลาดฯ COD โรงไฟฟ้า i) โซลาร์ LNE ขนาด 68 MWe ii) โซลาร์พร้อมแบตเตอรี่ SSE ขนาด 67 MWe เร็วกว่ากำหนดการ COD เดิมในเดือนธ.ค. 26F เล็กน้อย
• ระยะถัดไปในเดือนพ.ย.-ธ.ค. 26F คาดมีการ COD โครงการ i) โซลาร์ 177 MW (ถือ 50% ร่วมกับ GUNKUL) ii) โซลาร์พร้อมแบตเตอรี่ 59 MW (ถือ 100%) เป็นหนึ่งในปัจจัยหนุนการเติบโตของกำไรปี 27F ซึ่งคาดที่ 42 พันลบ. (+14% y-y)
• เราคงคำแนะนำ Buy ที่ TP27F 77.0 บาท/หุ้นเป็น Top pick ของกลุ่ม โดย GULF ยังมี Upside จากกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ภายใต้แผน PDP26F ซึ่งยังไม่ถูกรวมอยู่ในประมาณการของเรา
#Pannathat_KSS
#KSSResearch
🟡 เก่งหลังเกมส์ 🟡
สรุปประเด็น SET วันที่ 16/09/2026
SET Index ปิดลบ -15.93 จุด (-1.01%) ปิดที่ระดับ 1,563 จุด มูลค่าการซื้อขาย 7.55 หมื่นล้านบาท (หุ้นปรับลง 361 บริษัท มีปรับขึ้น 109 บริษัท) นักลงทุนขายลดความเสี่ยงก่อน FED Meeting คืนนี้ Sector ปรับลงกดดัชนี คือ กลุ่ม ICT (ADVANC, TRUE), กลุ่มน้ำมันและโรงกลั่น (TOP, SPRC, BCP), กลุ่มท่องเที่ยว (AOT, MINT, CENTEL และกลุ่ม ไฟแนนซ์ (SAWAD, KTC, TIDLOR) ส่วนหุ้นปรับขึ้นค่อนข้างกระจายตัว อาทิ SCGP, SPALI, BJC, COM7 และ STECON
หุ้นที่เคลื่อนไหวเด่น คือ
🛢️ TOP (-4.17%), SPRC (-3.60%), BCP (-3.08%)
มีปัจจัยกดดันเฉพาะตัว หลังราชกิจจานุเบกษาประกาศ กบน. มีมติให้ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล 4.0 บาท/ลิตร ตั้งแต่ 16 ก.ย.-31 ต.ค. 26 มากกว่าที่เราคาดไว้ที่ 2.4 บาท/ลิตร เราประเมินผลกระทบใหม่หากรัฐเก็บราคาหน้าโรงกลั่นในอัตรา 4.0 บาท/ลิตร ไปจนถึงสิ้นปี ประมาณการกำไรของเราจะมี downside ต่อ TOP -6%, SPRC -8% และ BCP -7% ตามลำดับ
📱 ADVANC (-3.4%), TRUE (-3.1%)
ปรับตัวลงจากความกังวล Bond Yield และเงินเฟ้อที่สูงขึ้นกระทบจิตวิทยาการลงทุนต่อหุ้นในกลุ่ม Dividend Play (ADVANC, TRUE) เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงทำให้ความน่าสนใจเชิงเปรียบเทียบของเงินปันผลลดลง มีผลให้นักลงทุนต้องการ yield Spread ต่ออัตราผลตอบแทนสูงขึ้นจากเดิม
🏨 ERW (-4.66%), CENTEL (-2.84%), AOT (-1.63%)
ผิดหวังตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติรายสัปดาห์ () ลดลงเหลือ 4.39 แสนราย (-7% w-w และ -22.2% y-y) กระทบจิตวิทยาการลงทุนหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามเรามองโอกาสทยอยสะสมคาดหวังตัวเลขนักท่องเที่ยวฟื้นตัวในช่วงปลายปลายปี และยังมีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ (ไทยเที่ยวไทยพลัส) ช่วยหนุน
🏥 BCH (+2.73%)
ปรับขึ้น Outperform ตลาด มองเป็นหุ้น Defensive เหมาะสำหรับพักเงินในภาวะตลาดผันผวนในขณะที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งเริ่มมีสัญญาณบวกจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยทั้งในและต่างประเทศในช่วงเดือน ก.ค. และ ส.ค. ที่ผ่านมา ผสานในช่วงปลายปีมีลุ้นปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาลกลุ่มลูกค้าประกันสังคมโดยเฉพาะค่ารักษาเหมาจ่าย ทุกๆ 10% ของค่ารักษาเหมาจ่ายที่เพิ่มขึ้นจะหนุนกำไรให้ BCH ราว 11%
#KSSResearch
สรุปประเด็น SET วันที่ 16/09/2026
SET Index ปิดลบ -15.93 จุด (-1.01%) ปิดที่ระดับ 1,563 จุด มูลค่าการซื้อขาย 7.55 หมื่นล้านบาท (หุ้นปรับลง 361 บริษัท มีปรับขึ้น 109 บริษัท) นักลงทุนขายลดความเสี่ยงก่อน FED Meeting คืนนี้ Sector ปรับลงกดดัชนี คือ กลุ่ม ICT (ADVANC, TRUE), กลุ่มน้ำมันและโรงกลั่น (TOP, SPRC, BCP), กลุ่มท่องเที่ยว (AOT, MINT, CENTEL และกลุ่ม ไฟแนนซ์ (SAWAD, KTC, TIDLOR) ส่วนหุ้นปรับขึ้นค่อนข้างกระจายตัว อาทิ SCGP, SPALI, BJC, COM7 และ STECON
หุ้นที่เคลื่อนไหวเด่น คือ
🛢️ TOP (-4.17%), SPRC (-3.60%), BCP (-3.08%)
มีปัจจัยกดดันเฉพาะตัว หลังราชกิจจานุเบกษาประกาศ กบน. มีมติให้ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล 4.0 บาท/ลิตร ตั้งแต่ 16 ก.ย.-31 ต.ค. 26 มากกว่าที่เราคาดไว้ที่ 2.4 บาท/ลิตร เราประเมินผลกระทบใหม่หากรัฐเก็บราคาหน้าโรงกลั่นในอัตรา 4.0 บาท/ลิตร ไปจนถึงสิ้นปี ประมาณการกำไรของเราจะมี downside ต่อ TOP -6%, SPRC -8% และ BCP -7% ตามลำดับ
📱 ADVANC (-3.4%), TRUE (-3.1%)
ปรับตัวลงจากความกังวล Bond Yield และเงินเฟ้อที่สูงขึ้นกระทบจิตวิทยาการลงทุนต่อหุ้นในกลุ่ม Dividend Play (ADVANC, TRUE) เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงทำให้ความน่าสนใจเชิงเปรียบเทียบของเงินปันผลลดลง มีผลให้นักลงทุนต้องการ yield Spread ต่ออัตราผลตอบแทนสูงขึ้นจากเดิม
🏨 ERW (-4.66%), CENTEL (-2.84%), AOT (-1.63%)
ผิดหวังตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติรายสัปดาห์ () ลดลงเหลือ 4.39 แสนราย (-7% w-w และ -22.2% y-y) กระทบจิตวิทยาการลงทุนหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามเรามองโอกาสทยอยสะสมคาดหวังตัวเลขนักท่องเที่ยวฟื้นตัวในช่วงปลายปลายปี และยังมีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ (ไทยเที่ยวไทยพลัส) ช่วยหนุน
🏥 BCH (+2.73%)
ปรับขึ้น Outperform ตลาด มองเป็นหุ้น Defensive เหมาะสำหรับพักเงินในภาวะตลาดผันผวนในขณะที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งเริ่มมีสัญญาณบวกจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยทั้งในและต่างประเทศในช่วงเดือน ก.ค. และ ส.ค. ที่ผ่านมา ผสานในช่วงปลายปีมีลุ้นปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาลกลุ่มลูกค้าประกันสังคมโดยเฉพาะค่ารักษาเหมาจ่าย ทุกๆ 10% ของค่ารักษาเหมาจ่ายที่เพิ่มขึ้นจะหนุนกำไรให้ BCH ราว 11%
#KSSResearch
❤3
🟡 เก่งหลังเกมส์สรุปประเด็น SET วันที่ 21/9/2026🟡
SET Index ปรับขึ้น +13.88 จุด +0.88% ปิดที่ 1,598.03 จุด มูลค่าการซื้อ-ขายที่ 9.6 หมื่นล้านบาท ในทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาค แรงหนุนหลักของดัชนีมาจากหุ้นกลุ่มชิ้นส่วน DELTA, HANA มี Sentiment บวกหนุนตามหุ้นชิปในต่างประเทศที่ปรับขึ้น, กลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL) ตามทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น, กลุ่มพลังงาน (TOP) ฯลฯ ในทางตรงข้ามหุ้นที่กดดัชนี คือ กลุ่มส่งออก (CPF) ฯลฯ
หุ้นที่เคลื่อนไหวโดดเด่นคือ
KBANK +1.98%, BBL +1.03%, SCB +2.62%
กลุ่มธนาคาปรับขึ้นจิตวิทยาบวกหนุนจากข่าว Fitch Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือไทยขึ้นเป็น "Stable" (คงเรตติ้ง BBB+) สะท้อนเสถียรภาพการเมือง เศรษฐกิจทนทาน หนี้รัฐบาลดีขึ้น และดุลบัญชีเดินสะพัดจ่อเกินดุลปี 2027F แรงส่งทางบวกการลงทุน บวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร โดย Top picks เน้น KBANK, KTB
CPF -1.73%
ราคาหุ้นปรับลงรับราคาสุกรจีน ลดลง -1.8%w-w สู่ RMB 10.64/กก. หรือ 53.00 บ./กก. (ต้นทุน RMB 13.50/กก.) จากภาวะอุปทานล้นตลาด ฟาร์มขนาดใหญ่เร่งขายสุกรน้ำหนักมากออกสู่ตลาดก่อนเข้าช่วงวันหยุดยาวเทศกาลวันชาติจีน ส่วนราคาสุกรไทย ทรงตัว w-w อยู่ที่ 75.50 บ./กก. (ต้นทุน 60.00 บ./กก.) เราให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มฯ เป็น Bullish สะท้อนคำแนะนำระดับหุ้นในกลุ่มฯ ที่ส่วนใหญ่เป็น Buy โดยเรายังคงเลือก TFG (Buy; TP 14.20 บาท) เป็น Top pick
DELTA +2.49%, HANA +4.71%
กลุ่มชิ้นส่วนปรับขึ้นนำโดย DELTA 1) ผ่านช่วง Hedging สถานะ Bondholder แล้ว 2) ภาพ AI CAPEX ขับเคลื่อนความต้องการผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้อง AI หนุนกำไรปกติ 3Q26F ฟื้นตัวเร็ว +33%y-y, +54%q-q และขึ้นทำจุดสูงสุดรายไตรมาส 4Q26F 3) เราคาดกำไรปี 2027-28F โตเร่ง +51.4%, +37.7% มีโอกาสเห็น Upside 4) หุ้นผ่านปรับสถานะ -35% จากจุดสูงสุดรอบนี้ ส่วน HANA 1) Surprise บวกไม่ติด Cash สัปดาห์ที่ผ่านมา 2) AI CAPEX cycle เร่ง+จีนกระตุ้นเศรษฐกิจเน้นสนับสนุนอุปกรณ์อัจฉริยะ มีโอกาสเปิด Upside คาดกำไรปี 26 +23.7% และ +44% ในปี 27F 2) หุ้นซื้อขาย PER27F 29.5 เท่า PEG ต่ำราว 0.67 เท่า
TOP +5.75%
1) จิตวิทยาบวกน้ำมันสำเร็จรูปโลกเสี่ยงตึงตัวขึ้น+สงครามสหรัฐฯ - อิหร่าน ไม่แน่นอน 2) โครงการ CFP เดินหน้าหนุนความสามารถทำกำไรดีกว่ากลุ่ม หนุนกำไรหลังสงครามยกฐานจากก่อนสงคราม 47-92% 3) PBV ราว 0.6-0.7 เท่า Yield > ปีละ 3.5% ยังคงคำแนะนำซื้อ TOP (Buy, TP27F-83)
TU +4.72%
ปรับขึ้น แรงหนุนหลักมาจาก คาดผลการดำเนินงาน 2H26F ดีกว่าครึ่งปีแรก หนุนโดย i) ปัจจัยฤดูกาลที่เข้าสู่ high season ของการส่งออก ii) การลดอากรนำเข้าทูน่าของ UK เหลือ 0% จากเดิมสูงสุด 24% ซึ่งช่วยหนุนปริมาณคำสั่งซื้อ 3.อานิสงส์ของ Super El Niño ที่ช่วยให้กองเรือของบริษัทจับปลาได้ง่ายขึ้นตั้งแต่ 4Q26 คงประมาณการกำไรปกติปี 2026-2027F ที่ 5,135 ลบ. (+19% y-y) และ 5,970 ลบ. (+16% y-y) ตามลำดับ
#KSSResearch
SET Index ปรับขึ้น +13.88 จุด +0.88% ปิดที่ 1,598.03 จุด มูลค่าการซื้อ-ขายที่ 9.6 หมื่นล้านบาท ในทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาค แรงหนุนหลักของดัชนีมาจากหุ้นกลุ่มชิ้นส่วน DELTA, HANA มี Sentiment บวกหนุนตามหุ้นชิปในต่างประเทศที่ปรับขึ้น, กลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL) ตามทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น, กลุ่มพลังงาน (TOP) ฯลฯ ในทางตรงข้ามหุ้นที่กดดัชนี คือ กลุ่มส่งออก (CPF) ฯลฯ
หุ้นที่เคลื่อนไหวโดดเด่นคือ
KBANK +1.98%, BBL +1.03%, SCB +2.62%
กลุ่มธนาคาปรับขึ้นจิตวิทยาบวกหนุนจากข่าว Fitch Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือไทยขึ้นเป็น "Stable" (คงเรตติ้ง BBB+) สะท้อนเสถียรภาพการเมือง เศรษฐกิจทนทาน หนี้รัฐบาลดีขึ้น และดุลบัญชีเดินสะพัดจ่อเกินดุลปี 2027F แรงส่งทางบวกการลงทุน บวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร โดย Top picks เน้น KBANK, KTB
CPF -1.73%
ราคาหุ้นปรับลงรับราคาสุกรจีน ลดลง -1.8%w-w สู่ RMB 10.64/กก. หรือ 53.00 บ./กก. (ต้นทุน RMB 13.50/กก.) จากภาวะอุปทานล้นตลาด ฟาร์มขนาดใหญ่เร่งขายสุกรน้ำหนักมากออกสู่ตลาดก่อนเข้าช่วงวันหยุดยาวเทศกาลวันชาติจีน ส่วนราคาสุกรไทย ทรงตัว w-w อยู่ที่ 75.50 บ./กก. (ต้นทุน 60.00 บ./กก.) เราให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มฯ เป็น Bullish สะท้อนคำแนะนำระดับหุ้นในกลุ่มฯ ที่ส่วนใหญ่เป็น Buy โดยเรายังคงเลือก TFG (Buy; TP 14.20 บาท) เป็น Top pick
DELTA +2.49%, HANA +4.71%
กลุ่มชิ้นส่วนปรับขึ้นนำโดย DELTA 1) ผ่านช่วง Hedging สถานะ Bondholder แล้ว 2) ภาพ AI CAPEX ขับเคลื่อนความต้องการผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้อง AI หนุนกำไรปกติ 3Q26F ฟื้นตัวเร็ว +33%y-y, +54%q-q และขึ้นทำจุดสูงสุดรายไตรมาส 4Q26F 3) เราคาดกำไรปี 2027-28F โตเร่ง +51.4%, +37.7% มีโอกาสเห็น Upside 4) หุ้นผ่านปรับสถานะ -35% จากจุดสูงสุดรอบนี้ ส่วน HANA 1) Surprise บวกไม่ติด Cash สัปดาห์ที่ผ่านมา 2) AI CAPEX cycle เร่ง+จีนกระตุ้นเศรษฐกิจเน้นสนับสนุนอุปกรณ์อัจฉริยะ มีโอกาสเปิด Upside คาดกำไรปี 26 +23.7% และ +44% ในปี 27F 2) หุ้นซื้อขาย PER27F 29.5 เท่า PEG ต่ำราว 0.67 เท่า
TOP +5.75%
1) จิตวิทยาบวกน้ำมันสำเร็จรูปโลกเสี่ยงตึงตัวขึ้น+สงครามสหรัฐฯ - อิหร่าน ไม่แน่นอน 2) โครงการ CFP เดินหน้าหนุนความสามารถทำกำไรดีกว่ากลุ่ม หนุนกำไรหลังสงครามยกฐานจากก่อนสงคราม 47-92% 3) PBV ราว 0.6-0.7 เท่า Yield > ปีละ 3.5% ยังคงคำแนะนำซื้อ TOP (Buy, TP27F-83)
TU +4.72%
ปรับขึ้น แรงหนุนหลักมาจาก คาดผลการดำเนินงาน 2H26F ดีกว่าครึ่งปีแรก หนุนโดย i) ปัจจัยฤดูกาลที่เข้าสู่ high season ของการส่งออก ii) การลดอากรนำเข้าทูน่าของ UK เหลือ 0% จากเดิมสูงสุด 24% ซึ่งช่วยหนุนปริมาณคำสั่งซื้อ 3.อานิสงส์ของ Super El Niño ที่ช่วยให้กองเรือของบริษัทจับปลาได้ง่ายขึ้นตั้งแต่ 4Q26 คงประมาณการกำไรปกติปี 2026-2027F ที่ 5,135 ลบ. (+19% y-y) และ 5,970 ลบ. (+16% y-y) ตามลำดับ
#KSSResearch
🟡 เก่งหลังเกมส์สรุปประเด็น SET วันที่ 12/10/2026🟡
SET Index ปรับลง -5.91 จุด -0.37% ปิดที่ 1,571.74 จุด มูลค่าการซื้อ-ขาย 5.57 หมื่นล้านบาท ปรับสอดคล้องกับตลาดหุ้นอาเซียนส่วนใหญ่ปรับลง โดยหุ้นกลุ่มที่กดดัชนี คือ กลุ่มชิ้นส่วน (DELTA, KCE ) จิตวิทยาลบจากข่าวสหรัฐฯ เปิดสอบสวนบริษัทเทคโนโลยีไต้หวัน กรณีละเมิดสิทธิบัตร AI Server, กลุ่ม ICT (ADVANC, TRUE) กลุ่มปิโตรเคมี (PTTGC) กลุ่มขนส่ง (AOT) ฯลฯ ในทางตรงข้ามกลุ่มที่หนุนดัชนี คือ กลุ่มธนาคาร (KBANK, SCB, BBL) กลุ่มพลังงาน (PTTEP, PTT, GULF) กลุ่มการเงิน (MTC) ฯลฯ
หุ้นที่เคลื่อนไหวโดดเด่น คือ
🏗️ DIF -4.04%
ปรับตัวลงวันนี้ คาดว่าเป็นผลจาก Bond yield ที่เร่งตัวขึัน ซึ่งจะกดดันต่อราคาหน่วยและ Valuation ของกองทุนมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยพื้นฐาน DIF ไม่ได้เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ โดยกองทุนยังมีรายได้ที่มั่นคงจากสัญญาเช่าระยะยาวถึงปี 2033 และมีโอกาสขยายอายุสัญญาเช่าโครงข่าย FOC ออกไปอีก 10 ปี คงมุมมองต่อ DIF คาด 3Q26F จ่ายเงินปันผลหน่วยละ 0.2220 บาท (yield 2%)
🛢️ TOP -5.65%, SPRC -5.59%
ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นปรับลง คาดหนึ่งในแรงกดดันมาจาก ความกังวลจีน และรัสเซียกลับมาส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เรามองการปรับตัวลงของราคาหุ้นเป็นโอกาสซื้อ คงมุมมอง Bullish ต่อกลุ่มโรงกลั่นที่อยู่ในวงจร supply ตึงตัวในระยะยาวจากกำลังการผลิตใหม่เข้ามาจำกัด ค่าการกลั่นสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ในระยะยาว ขณะที่ PBV ยังต่ำกว่า และเลือก TOP เป็น Top pick จากการเติบโตของปริมาณขายและความสามารถแข่งขันด้านต้นทุนในระยะยาวเด่นกว่ากลุ่มหลัง CFP เริ่ม COD 2H28F
🖥️ DELTA -2.24%
ราคาหุ้นปรับลงตามหุ้น DELTA Taiwan รับข่าวสหรัฐฯ เปิดสอบสวนบริษัทเทคโนโลยีไต้หวัน กรณีละเมิดสิทธิบัตร AI Server คือ คณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USITC) ได้เริ่มการสอบสวนตามมาตรา 337 โดยระบุชื่อบริษัทเทคโนโลยีของไต้หวัน ได้แก่ บริษัท Hon Hai Precision Industry Co (鴻海), บริษัท Delta Electronics Inc (台達電) และบริษัท Quanta Computer Inc ฯลฯ โดยบริษัทถูกกล่าวหาละเมิดสิทธิบัตรระบบจ่ายไฟฟ้า AI Server ระยะสั้นมองราคาหุ้นมีแรงกดดัน แต่ระยะกลาง-ยาว ยังคงมุมมองบวกต่อ DELTA คาดทิศทางผลประกอบการ 3Q-4Q ดีต่อ
🏬 CPN +0.80%
ปรับขึ้นจากทิศทางผลประกอบการที่เด่น ข้อมูลจาก site visit ล่าสุด ที่ขอนแก่น และ 2H26F business outlook ที่ยังดีต่อเนื่อง โดย 1) Central Khonkaen Campus ที่เปิด May-26 มี performance ดี ปัจจุบันมี occupancy rate 80% และคาดเป็น 90% ในสิ้นปีนี้ 2) Mix-used ใน Khonkaen Campus ทั้ง condo (Phyll condo) มูลค่า 1.6 พันลบ.สามารถปิดการขายได้ในช่วงเปิดตัว รวมถึง Go! Hotel Khonkaen ทำ occupancy rate เฉลี่ยสูงถึง 95% ดีกว่าเป้า 3) 3Q26F outlook ยังดี ถึงแม้มีเหตุการณ์น้ำท่วมหลายแห่ง โดยคาดกำไรสุทธิ 3Q26F โต y-y ต่อเนื่อง และมีโอกาสทรงตัว q-q ถึงแม้ปกติ 3Q เป็น low season 4) แนวโน้มค่าไฟฟ้าใน 2H26F ไม่สูงอย่างที่กังวล น่าจะทำให้ % GPM 2H26F รักษาระดับจาก 1H26 และทำให้กำไรปกติ 2026F ของเราที่ 19.2 พันลบ. (+8% y-y) มีโอกาส upside เราคง BUY ที่ TP27F ที่ 80.0 บาท
#KSSResearch
SET Index ปรับลง -5.91 จุด -0.37% ปิดที่ 1,571.74 จุด มูลค่าการซื้อ-ขาย 5.57 หมื่นล้านบาท ปรับสอดคล้องกับตลาดหุ้นอาเซียนส่วนใหญ่ปรับลง โดยหุ้นกลุ่มที่กดดัชนี คือ กลุ่มชิ้นส่วน (DELTA, KCE ) จิตวิทยาลบจากข่าวสหรัฐฯ เปิดสอบสวนบริษัทเทคโนโลยีไต้หวัน กรณีละเมิดสิทธิบัตร AI Server, กลุ่ม ICT (ADVANC, TRUE) กลุ่มปิโตรเคมี (PTTGC) กลุ่มขนส่ง (AOT) ฯลฯ ในทางตรงข้ามกลุ่มที่หนุนดัชนี คือ กลุ่มธนาคาร (KBANK, SCB, BBL) กลุ่มพลังงาน (PTTEP, PTT, GULF) กลุ่มการเงิน (MTC) ฯลฯ
หุ้นที่เคลื่อนไหวโดดเด่น คือ
🏗️ DIF -4.04%
ปรับตัวลงวันนี้ คาดว่าเป็นผลจาก Bond yield ที่เร่งตัวขึัน ซึ่งจะกดดันต่อราคาหน่วยและ Valuation ของกองทุนมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยพื้นฐาน DIF ไม่ได้เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ โดยกองทุนยังมีรายได้ที่มั่นคงจากสัญญาเช่าระยะยาวถึงปี 2033 และมีโอกาสขยายอายุสัญญาเช่าโครงข่าย FOC ออกไปอีก 10 ปี คงมุมมองต่อ DIF คาด 3Q26F จ่ายเงินปันผลหน่วยละ 0.2220 บาท (yield 2%)
🛢️ TOP -5.65%, SPRC -5.59%
ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นปรับลง คาดหนึ่งในแรงกดดันมาจาก ความกังวลจีน และรัสเซียกลับมาส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เรามองการปรับตัวลงของราคาหุ้นเป็นโอกาสซื้อ คงมุมมอง Bullish ต่อกลุ่มโรงกลั่นที่อยู่ในวงจร supply ตึงตัวในระยะยาวจากกำลังการผลิตใหม่เข้ามาจำกัด ค่าการกลั่นสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ในระยะยาว ขณะที่ PBV ยังต่ำกว่า และเลือก TOP เป็น Top pick จากการเติบโตของปริมาณขายและความสามารถแข่งขันด้านต้นทุนในระยะยาวเด่นกว่ากลุ่มหลัง CFP เริ่ม COD 2H28F
🖥️ DELTA -2.24%
ราคาหุ้นปรับลงตามหุ้น DELTA Taiwan รับข่าวสหรัฐฯ เปิดสอบสวนบริษัทเทคโนโลยีไต้หวัน กรณีละเมิดสิทธิบัตร AI Server คือ คณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USITC) ได้เริ่มการสอบสวนตามมาตรา 337 โดยระบุชื่อบริษัทเทคโนโลยีของไต้หวัน ได้แก่ บริษัท Hon Hai Precision Industry Co (鴻海), บริษัท Delta Electronics Inc (台達電) และบริษัท Quanta Computer Inc ฯลฯ โดยบริษัทถูกกล่าวหาละเมิดสิทธิบัตรระบบจ่ายไฟฟ้า AI Server ระยะสั้นมองราคาหุ้นมีแรงกดดัน แต่ระยะกลาง-ยาว ยังคงมุมมองบวกต่อ DELTA คาดทิศทางผลประกอบการ 3Q-4Q ดีต่อ
🏬 CPN +0.80%
ปรับขึ้นจากทิศทางผลประกอบการที่เด่น ข้อมูลจาก site visit ล่าสุด ที่ขอนแก่น และ 2H26F business outlook ที่ยังดีต่อเนื่อง โดย 1) Central Khonkaen Campus ที่เปิด May-26 มี performance ดี ปัจจุบันมี occupancy rate 80% และคาดเป็น 90% ในสิ้นปีนี้ 2) Mix-used ใน Khonkaen Campus ทั้ง condo (Phyll condo) มูลค่า 1.6 พันลบ.สามารถปิดการขายได้ในช่วงเปิดตัว รวมถึง Go! Hotel Khonkaen ทำ occupancy rate เฉลี่ยสูงถึง 95% ดีกว่าเป้า 3) 3Q26F outlook ยังดี ถึงแม้มีเหตุการณ์น้ำท่วมหลายแห่ง โดยคาดกำไรสุทธิ 3Q26F โต y-y ต่อเนื่อง และมีโอกาสทรงตัว q-q ถึงแม้ปกติ 3Q เป็น low season 4) แนวโน้มค่าไฟฟ้าใน 2H26F ไม่สูงอย่างที่กังวล น่าจะทำให้ % GPM 2H26F รักษาระดับจาก 1H26 และทำให้กำไรปกติ 2026F ของเราที่ 19.2 พันลบ. (+8% y-y) มีโอกาส upside เราคง BUY ที่ TP27F ที่ 80.0 บาท
#KSSResearch
🟡 เก่งหลังเกมส์สรุปประเด็น SET วันที่ 15/10/2026 🟡
SET Index ปิดลบ 2.87 จุด (-0.18%) ปิดที่ระดับ 1,573 จุด มูลค่าการซื้อขาย 5.85 หมื่นล้านบาท (หุ้นปรับขึ้น 235 บริษัท, ปรับลง 197 บริษัท) ดัชนีปรับลงในทิศทางเดียวกับตลาดต่างประเทศวิตกเฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ยหลังเงินเฟ้อสหรัฐพุ่งขึ้นเกินคาด โดยมี Sector ปรับลงกดดัชนี คือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA, KCE, HANA), กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรฯ (TOP, PTTGC, IVL), ส่วน Sector ที่ปรับขึ้นพยุงดัชนี คือ กลุ่มธนาคาร (KBANK, KTB, TTB), กลุ่มโรงพยาบาล (BDMS, BH, BCH, CHG), และกลุ่มค้าปลีก (CPALL, GLOBAL)
หุ้นที่เคลื่อนไหวเด่น คือ
🏦 KBANK (+1.73%), TTB (+1.38%), KTB (+0.58%), BBL (+0.81%)
ปัจจัยบวกเดิมรับข่าว IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้ขึ้นจาก 1.9% เป็น 2.1% ผสาน TISCO ประกาศงบ 3Q26 มีกำไรสุทธิ +4%y-y และ +2%q-q บ่งชี้ผลลบจากน้ำท่วมกระทบ P&L และ คุณภาพสินทรัพย์กลุ่มธนาคารจำกัด เป็นจิตวิทยาบวกกับกลุ่มแบงก์ยกกลุ่มหลังก่อนหน้าราคาหุ้นปรับลงสะท้อนปัจจัยเสี่ยงจากเหตุน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไปแล้ว
📲 TRUE (+4.13%)
ราคาหุ้นร่วงแรงสะท้อนปัจจัยลบต่างๆ ไปแล้ว อาทิ 1) กังวลผู้ถือหุ้นใหญ่ (China Mobile) ลดสัดส่วน, 2) Bond yield เร่งตัวกระทบ Sentiment หุ้นปันผล และ 3) กังวลมีการแข่งขันใหม่จากดาวเทียม Starlink หลัง SpaceX เข้าประมูลคลื่นความถี่ 800MHz ด้านผลประกอบการนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของเราคาดงบ 3Q26F มีกำไรสุทธิ 6.99 พันล้านบาท +334%y-y และ +7%q-q
💉 BDMS (+1.06%), BH (+1.06%), CHG (+1.28%)
นักลงทุนหมุนกลุ่ม (Rotate) เงินไปพักในหุ้น Defensive หรือหุ้นปลอดภัยที่มีกระแสเงินสดมั่นคง ในภาวะที่ตลาดผันผวนสูง ผสานนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของเราทำ preview งบ 3Q26F ยังโตเด่นโดยเฉพาะ BDMS คาดมีกำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใน 3Q26F
🖥️ DELTA (-3.46%), HANA (-4.29%), KCE (-3.24%)
ร่วงแรงตามราคาหุ้น Tech ต่างประเทศ หลังสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) เดือน ก.ย. สูงเกินคาดทั้ง Headline และ Core CPI เพิ่มโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือน ต.ค. กระทบกลุ่ม Tech โดยตรง (ใช้เงินลงทุนสูงเฟดขึ้นดอกเบี้ยหรือคงดอกเบี้ยสูงเพิ่มภาระต้นทุนทางการเงินกดดัน GPM และ Net profits)
#KSSResearch
SET Index ปิดลบ 2.87 จุด (-0.18%) ปิดที่ระดับ 1,573 จุด มูลค่าการซื้อขาย 5.85 หมื่นล้านบาท (หุ้นปรับขึ้น 235 บริษัท, ปรับลง 197 บริษัท) ดัชนีปรับลงในทิศทางเดียวกับตลาดต่างประเทศวิตกเฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ยหลังเงินเฟ้อสหรัฐพุ่งขึ้นเกินคาด โดยมี Sector ปรับลงกดดัชนี คือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA, KCE, HANA), กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรฯ (TOP, PTTGC, IVL), ส่วน Sector ที่ปรับขึ้นพยุงดัชนี คือ กลุ่มธนาคาร (KBANK, KTB, TTB), กลุ่มโรงพยาบาล (BDMS, BH, BCH, CHG), และกลุ่มค้าปลีก (CPALL, GLOBAL)
หุ้นที่เคลื่อนไหวเด่น คือ
🏦 KBANK (+1.73%), TTB (+1.38%), KTB (+0.58%), BBL (+0.81%)
ปัจจัยบวกเดิมรับข่าว IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้ขึ้นจาก 1.9% เป็น 2.1% ผสาน TISCO ประกาศงบ 3Q26 มีกำไรสุทธิ +4%y-y และ +2%q-q บ่งชี้ผลลบจากน้ำท่วมกระทบ P&L และ คุณภาพสินทรัพย์กลุ่มธนาคารจำกัด เป็นจิตวิทยาบวกกับกลุ่มแบงก์ยกกลุ่มหลังก่อนหน้าราคาหุ้นปรับลงสะท้อนปัจจัยเสี่ยงจากเหตุน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไปแล้ว
📲 TRUE (+4.13%)
ราคาหุ้นร่วงแรงสะท้อนปัจจัยลบต่างๆ ไปแล้ว อาทิ 1) กังวลผู้ถือหุ้นใหญ่ (China Mobile) ลดสัดส่วน, 2) Bond yield เร่งตัวกระทบ Sentiment หุ้นปันผล และ 3) กังวลมีการแข่งขันใหม่จากดาวเทียม Starlink หลัง SpaceX เข้าประมูลคลื่นความถี่ 800MHz ด้านผลประกอบการนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของเราคาดงบ 3Q26F มีกำไรสุทธิ 6.99 พันล้านบาท +334%y-y และ +7%q-q
💉 BDMS (+1.06%), BH (+1.06%), CHG (+1.28%)
นักลงทุนหมุนกลุ่ม (Rotate) เงินไปพักในหุ้น Defensive หรือหุ้นปลอดภัยที่มีกระแสเงินสดมั่นคง ในภาวะที่ตลาดผันผวนสูง ผสานนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของเราทำ preview งบ 3Q26F ยังโตเด่นโดยเฉพาะ BDMS คาดมีกำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใน 3Q26F
🖥️ DELTA (-3.46%), HANA (-4.29%), KCE (-3.24%)
ร่วงแรงตามราคาหุ้น Tech ต่างประเทศ หลังสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) เดือน ก.ย. สูงเกินคาดทั้ง Headline และ Core CPI เพิ่มโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือน ต.ค. กระทบกลุ่ม Tech โดยตรง (ใช้เงินลงทุนสูงเฟดขึ้นดอกเบี้ยหรือคงดอกเบี้ยสูงเพิ่มภาระต้นทุนทางการเงินกดดัน GPM และ Net profits)
#KSSResearch
❤1
🟡 เก่งหลังเกมส์ 🟡
สรุปประเด็น SET วันที่ 20/10/2026
SET Index ปรับลง -16.78 จุด -1.07% ปิดที่ 1,554.94 จุด มูลค่าการซื้อ-ขาย 6.06 หมื่นล้านบาท แรงกดดันมาจากราคาพลังงาน อิงน้ำมันดิบทรงตัวสูงใกล้ 110 $barrel และยังไม่มีปัจจัยบวกอะไรใหม่ในเชิงมหภาค โดยวันนี้กลุ่มหลักที่กดดัชนี คือ กลุ่มชิ้นส่วนฯ (DELTA, CCET) กลุ่มธนาคาร (KTB, TTB) กลุ่มขนส่ง (AOT) กลุ่ม ICT (ADVANC, TRUE) ฯลฯ
หุ้นที่เคลื่อนไหวโดดเด่น คือ
🏦 KKP +2.62%
ราคาหุ้นปรับขึ้นแรงหนุนจาก 1) กำไร 3Q26 ที่ 2.39 พันลบ. ดีกว่าเราและตลาดคาด มาก เพราะรายได้ค่าธรรมเนียม-บริการ (Net Fee) และเงินลงทุน 2) คาดเงินปันผล 2026F ที่ 7.65 บ./หุ้น (yield 6.7%) เพิ่มจาก 2025 ที่ 5.7 บ./หุ้น ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 150.0 บาท
💰 THANI +3.60%
ปรับขึ้น มุมมองเชิงบวกจาก 1) คุณภาพสินทรัพย์บริหารได้ดี ทั้ง NPL และรถยึด 2) กำไรสุทธิปี 2026-27F มีโอกาสเกิด upside จากคุณภาพสินทรัพย์ดีกว่าคาด ทั้งขาดทุนรถยึดและการตั้งสำรอง 3) เงินปันผลต่อปี dividend yield 6% 4) ราคาซื้อขายที่ PBV 0.8x เทียบเท่า -1.5 SD สำหรับกำไรสุทธิ 3Q26F คาดที่ 330 ลบ. กำไรเพิ่มขึ้น +10% y-y จากคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น เห็นได้จากการลดลงของการตัดจำหน่ายหนี้สูญ (write-off) และหนี้เสีย (NPL) ขณะที่กำไรลดลง -8% q-q จากช่วงหน้าฝนเป็นช่วง low season ในการปล่อยสินเชื่อ และการตามเก็บหนี้ เราคงคำแนะนำ BUY และคง TP27F ที่ 2.90 บ.
🛢️ PTTEP +1.92%
ปรับขึ้นแรงหนุนจากราคาน้ำมัน Brent เช้านี้ US$109.55/bbl แม้สหรัฐผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียบางส่วน เพิ่มโอกาสอุปทานเข้าสู่ตลาด แต่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังสูง จากเหตุเรือบรรทุกน้ำมันระเบิดบริเวณ Hormuz และยูเครนโจมตีโรงกลั่นรัสเซีย ประเมินราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวสูง เป็นจิตวิทยาบวกต่อหุ้นพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP
#KSSResearch
สรุปประเด็น SET วันที่ 20/10/2026
SET Index ปรับลง -16.78 จุด -1.07% ปิดที่ 1,554.94 จุด มูลค่าการซื้อ-ขาย 6.06 หมื่นล้านบาท แรงกดดันมาจากราคาพลังงาน อิงน้ำมันดิบทรงตัวสูงใกล้ 110 $barrel และยังไม่มีปัจจัยบวกอะไรใหม่ในเชิงมหภาค โดยวันนี้กลุ่มหลักที่กดดัชนี คือ กลุ่มชิ้นส่วนฯ (DELTA, CCET) กลุ่มธนาคาร (KTB, TTB) กลุ่มขนส่ง (AOT) กลุ่ม ICT (ADVANC, TRUE) ฯลฯ
หุ้นที่เคลื่อนไหวโดดเด่น คือ
🏦 KKP +2.62%
ราคาหุ้นปรับขึ้นแรงหนุนจาก 1) กำไร 3Q26 ที่ 2.39 พันลบ. ดีกว่าเราและตลาดคาด มาก เพราะรายได้ค่าธรรมเนียม-บริการ (Net Fee) และเงินลงทุน 2) คาดเงินปันผล 2026F ที่ 7.65 บ./หุ้น (yield 6.7%) เพิ่มจาก 2025 ที่ 5.7 บ./หุ้น ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 150.0 บาท
💰 THANI +3.60%
ปรับขึ้น มุมมองเชิงบวกจาก 1) คุณภาพสินทรัพย์บริหารได้ดี ทั้ง NPL และรถยึด 2) กำไรสุทธิปี 2026-27F มีโอกาสเกิด upside จากคุณภาพสินทรัพย์ดีกว่าคาด ทั้งขาดทุนรถยึดและการตั้งสำรอง 3) เงินปันผลต่อปี dividend yield 6% 4) ราคาซื้อขายที่ PBV 0.8x เทียบเท่า -1.5 SD สำหรับกำไรสุทธิ 3Q26F คาดที่ 330 ลบ. กำไรเพิ่มขึ้น +10% y-y จากคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น เห็นได้จากการลดลงของการตัดจำหน่ายหนี้สูญ (write-off) และหนี้เสีย (NPL) ขณะที่กำไรลดลง -8% q-q จากช่วงหน้าฝนเป็นช่วง low season ในการปล่อยสินเชื่อ และการตามเก็บหนี้ เราคงคำแนะนำ BUY และคง TP27F ที่ 2.90 บ.
🛢️ PTTEP +1.92%
ปรับขึ้นแรงหนุนจากราคาน้ำมัน Brent เช้านี้ US$109.55/bbl แม้สหรัฐผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียบางส่วน เพิ่มโอกาสอุปทานเข้าสู่ตลาด แต่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังสูง จากเหตุเรือบรรทุกน้ำมันระเบิดบริเวณ Hormuz และยูเครนโจมตีโรงกลั่นรัสเซีย ประเมินราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวสูง เป็นจิตวิทยาบวกต่อหุ้นพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP
#KSSResearch
😁1
🟡 เก่งหลังเกมส์สรุปประเด็น SET 🟡
วันที่ 26/10/2026
SET Index ปิดบวก 16.36 จุด (+1.05%) ปิดที่ระดับ 1,579 จุด มูลค่าการซื้อขาย 6.3 หมื่นล้านบาท (หุ้นปรับขึ้น 236 บริษัท, ปรับลง 184 บริษัท) ดัชนีปรับขึ้นแกร่งคาด fund flow ต่างชาติไหลเข้า (MSCI ลดน้ำหนักดัชนีตลาดหุ้นอินโดฯ + ดัชนีตลาดหุ้นบราซิลมีโอกาสร่วงหนักผิดหวังผลเลือกตั้งเพิ่มโอกาสน้ำหนักหุ้นไทยในดัชนี MSCI เพิ่มขึ้น) หุ้น Big Cap ปรับขึ้นเด่นนำตลาด นำขึ้นโดยกลุ่ม อิเล็กฯ (DELTA), กลุ่มธนาคาร (KTB, KBANK), กลุ่มขนส่ง (AOT, BA, RCL) และ กลุ่มสื่อสาร (TRUE, ADVANC) ส่วนหุ้นที่ปรับลง คือ TOP, HANA, SPRC, ITC และ SCC
หุ้นที่เคลื่อนไหวเด่น คือ
🖥️ DELTA (+2.99%)
นักลงทุนเข้าดักเก็งกำไรก่อนประกาศงบ 3Q26F ในวันพรุ่งนี้ เบื้องต้นนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของเราคาดมีกำไรสุทธิที่ 8.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.4%y-y และ 14.6%q-q
🧳 AOT (+2.51%), BA (+1.58), CENTEL (+1.66%), ERW (+1.08%)
ปรับขึ้นรับข่าว คุณ เอกนิติ รองนายกฯ และ รมว.คลัง สั่งการให้กรมสรรพากรชะลอการเรียกเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศจากเดิมมีกระแสข่าวภาครัฐเตรียมร่างกฏหมายเพื่อเก็บภาษีดังกล่าวในอัตราขั้นต่ำ 1,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท
🛒 MRDIYT (+5.59%)
วันนี้นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานออกบทวิเคราะห์ preview งบ 3Q26F คาดมีกำไรปกติ 642 ล้านบาท +6%y-y หลัง SSSG พลิกเป็น +0.5% จาก -1.2% ใน 2Q26 แนวโน้ม 4Q26F คาดกำไรเร่งขึ้นทั้ง y-y และ q-q หนุนจาก SSSG ที่เร่งขึ้น ล่าสุด SSSG 2 สัปดาห์แรกเดือน ต.ค. +4-5%y-y และปัจจุบันราคาต่ำกว่า IPO ที่ 8.60 บาท จึงมองเป็นโอกาสซื้อ
🏭 IRPC (+2.13%)
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของเราออกบทวิเคราะห์ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 3.10 บาท จากเดิม 2.50 บาท สะท้อนภาพผลประกอบการ 3Q26F มีแนวโน้มดีกว่าที่คาดไว้เดิมทั้งธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรฯ เบื้องต้นคาดมีกำไรปกติ 3Q26F ที่ 4,602 ล้านบาท +1,717%y-y และ +112%q-q
💉 BDMS (+1.55%)
Top pick ของเราเช้านี้ คาดงบ 3Q26F มีกำไรสุทธิ 4,580 ล้านบาท +6%y-y และ +41%q-q ตามรายได้ค่ารักษาพยาบาล +7%y-y และ +13%q-q หนุนจากจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทั้งคนไทยและต่างชาติ รวมทั้งมี Operating leverage ดีขึ้น นอกจากนี้นักลงทุนยังมอง BDMS เป็น defensive stock สำหรับพักเงินในภาวะตลาดผันผวน
#KSSResearch
วันที่ 26/10/2026
SET Index ปิดบวก 16.36 จุด (+1.05%) ปิดที่ระดับ 1,579 จุด มูลค่าการซื้อขาย 6.3 หมื่นล้านบาท (หุ้นปรับขึ้น 236 บริษัท, ปรับลง 184 บริษัท) ดัชนีปรับขึ้นแกร่งคาด fund flow ต่างชาติไหลเข้า (MSCI ลดน้ำหนักดัชนีตลาดหุ้นอินโดฯ + ดัชนีตลาดหุ้นบราซิลมีโอกาสร่วงหนักผิดหวังผลเลือกตั้งเพิ่มโอกาสน้ำหนักหุ้นไทยในดัชนี MSCI เพิ่มขึ้น) หุ้น Big Cap ปรับขึ้นเด่นนำตลาด นำขึ้นโดยกลุ่ม อิเล็กฯ (DELTA), กลุ่มธนาคาร (KTB, KBANK), กลุ่มขนส่ง (AOT, BA, RCL) และ กลุ่มสื่อสาร (TRUE, ADVANC) ส่วนหุ้นที่ปรับลง คือ TOP, HANA, SPRC, ITC และ SCC
หุ้นที่เคลื่อนไหวเด่น คือ
🖥️ DELTA (+2.99%)
นักลงทุนเข้าดักเก็งกำไรก่อนประกาศงบ 3Q26F ในวันพรุ่งนี้ เบื้องต้นนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของเราคาดมีกำไรสุทธิที่ 8.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.4%y-y และ 14.6%q-q
🧳 AOT (+2.51%), BA (+1.58), CENTEL (+1.66%), ERW (+1.08%)
ปรับขึ้นรับข่าว คุณ เอกนิติ รองนายกฯ และ รมว.คลัง สั่งการให้กรมสรรพากรชะลอการเรียกเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศจากเดิมมีกระแสข่าวภาครัฐเตรียมร่างกฏหมายเพื่อเก็บภาษีดังกล่าวในอัตราขั้นต่ำ 1,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท
🛒 MRDIYT (+5.59%)
วันนี้นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานออกบทวิเคราะห์ preview งบ 3Q26F คาดมีกำไรปกติ 642 ล้านบาท +6%y-y หลัง SSSG พลิกเป็น +0.5% จาก -1.2% ใน 2Q26 แนวโน้ม 4Q26F คาดกำไรเร่งขึ้นทั้ง y-y และ q-q หนุนจาก SSSG ที่เร่งขึ้น ล่าสุด SSSG 2 สัปดาห์แรกเดือน ต.ค. +4-5%y-y และปัจจุบันราคาต่ำกว่า IPO ที่ 8.60 บาท จึงมองเป็นโอกาสซื้อ
🏭 IRPC (+2.13%)
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของเราออกบทวิเคราะห์ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 3.10 บาท จากเดิม 2.50 บาท สะท้อนภาพผลประกอบการ 3Q26F มีแนวโน้มดีกว่าที่คาดไว้เดิมทั้งธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรฯ เบื้องต้นคาดมีกำไรปกติ 3Q26F ที่ 4,602 ล้านบาท +1,717%y-y และ +112%q-q
💉 BDMS (+1.55%)
Top pick ของเราเช้านี้ คาดงบ 3Q26F มีกำไรสุทธิ 4,580 ล้านบาท +6%y-y และ +41%q-q ตามรายได้ค่ารักษาพยาบาล +7%y-y และ +13%q-q หนุนจากจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทั้งคนไทยและต่างชาติ รวมทั้งมี Operating leverage ดีขึ้น นอกจากนี้นักลงทุนยังมอง BDMS เป็น defensive stock สำหรับพักเงินในภาวะตลาดผันผวน
#KSSResearch
❤3
🟡 เก่งหลังเกมส์ 🟡
สรุปประเด็น SET วันที่ 27/10/2026
SET Index ปิดลบ 4.01 จุด (-0.25%) ปิดที่ระดับ 1,575 จุด มูลค่าการซื้อขาย 6.7 หมื่นล้านบาท (หุ้นปรับขึ้น 181 บริษัท, ปรับลง 253 บริษัท) Wisdom Tree Rebalance ไม่คึกมีหุ้นที่ปิดกระโดดขึ้นกระจุกตัวในกลุ่มโรงพยาบาลและท่องเที่ยว อาทิ BH, CHG, MINT และ CENTEL ส่วน Sector ที่ปรับลงกดดัชนีวันนี้ คือ กลุ่มอิเล็กฯ (DELTA), กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE), กลุ่มอสังหาฯ (LH, QH) ส่วนกลุ่มที่ปรับขึ้นพยุงดัชนี คือ กลุ่ม น้ำมันและปิโตรฯ (PTTEP, PTTGC), กลุ่มธนาคาร (KBANK, SCB, KTB) และกลุ่มโรงพยาบาล (BDMS, CHG, BH)
หุ้นที่เคลื่อนไหวเด่น คือ
💵 VGI (-11.40%), MFC (-5.24%), BCP (-1.44%)
ก.ล.ต.ร่วมกับ บก.ปอศ. แถลงข่าว การแจ้งข้อกล่าวหากลุ่มผู้กระทำผิดเครือข่าย เบน สมิธ-ยิมเลียก ในคดี ฟอกเงิน เชื่อมโยงธุรกรรมผ่านธนาคาร กองทุนต่างประเทศ และตลาดหุ้นไทย พร้อมอายัดหุ้นที่เกี่ยวข้อง คือ BCP, VGI และ MFC มูลค่ารวม 1.6 หมื่นล้านบาท เรามองเป็นจิตวิทยาลบช่วงสั้นเนื่องจากประเด็นนี้เป็นข่าวเดิมที่มีการอายัดหุ้นไปแล้วตั้งแต่ในช่วงต้นปีการแถลงข่าวหรือการอายัดหุ้นข้างต้นเป็นประเด็นส่วนบุคคลจึงไม่เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานของ BCP, VGI, และ MFC
🌳 AMATA (-3.36%), WHA (-1.21%)
วันนี้ AMATA มี Analyst meeting โทนเป็นลบ 3Q26F Preview คาดกำไรสุทธิหดตัวทั้ง y-y และ q-q และต่ำกว่าที่เราและตลาดเคยคาดไว้ทำให้ประมาณการณ์ทั้งปีมี downside
🏭 PTTGC (+3.33%)
หุ้นเด่นของเราเช้านี้ มองเป็นเต็งหนึ่งที่จะได้ปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนจาก small cap เป็น global standard ในรอบ Rebalance 11 พ.ย. นี้ ผสานปัจจัยพื้นฐานแกร่งนักวิเคราะห์ของเราคาด 3Q26F พลิกมีกำไรสุทธิที่ 8.5 พันล้านบาท เทียบกับขาดทุนสุทธิ 2.9 พันล้านบาทใน 3Q25
🛢️ PTTEP (+2.78%)
ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับสูงเป็นจิตวิทยาบวกหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ (PTTEP, PTT) ซึ่งเป็น oil link company ด้านผลประกอบการ 3Q26F คาดมีกำไรปกติ 2.2 หมื่นล้านบาท +57%y-y สูงกว่าที่เราเคยประมาณการณ์ไว้เดิมราว 16%
#KSSResearch
สรุปประเด็น SET วันที่ 27/10/2026
SET Index ปิดลบ 4.01 จุด (-0.25%) ปิดที่ระดับ 1,575 จุด มูลค่าการซื้อขาย 6.7 หมื่นล้านบาท (หุ้นปรับขึ้น 181 บริษัท, ปรับลง 253 บริษัท) Wisdom Tree Rebalance ไม่คึกมีหุ้นที่ปิดกระโดดขึ้นกระจุกตัวในกลุ่มโรงพยาบาลและท่องเที่ยว อาทิ BH, CHG, MINT และ CENTEL ส่วน Sector ที่ปรับลงกดดัชนีวันนี้ คือ กลุ่มอิเล็กฯ (DELTA), กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE), กลุ่มอสังหาฯ (LH, QH) ส่วนกลุ่มที่ปรับขึ้นพยุงดัชนี คือ กลุ่ม น้ำมันและปิโตรฯ (PTTEP, PTTGC), กลุ่มธนาคาร (KBANK, SCB, KTB) และกลุ่มโรงพยาบาล (BDMS, CHG, BH)
หุ้นที่เคลื่อนไหวเด่น คือ
💵 VGI (-11.40%), MFC (-5.24%), BCP (-1.44%)
ก.ล.ต.ร่วมกับ บก.ปอศ. แถลงข่าว การแจ้งข้อกล่าวหากลุ่มผู้กระทำผิดเครือข่าย เบน สมิธ-ยิมเลียก ในคดี ฟอกเงิน เชื่อมโยงธุรกรรมผ่านธนาคาร กองทุนต่างประเทศ และตลาดหุ้นไทย พร้อมอายัดหุ้นที่เกี่ยวข้อง คือ BCP, VGI และ MFC มูลค่ารวม 1.6 หมื่นล้านบาท เรามองเป็นจิตวิทยาลบช่วงสั้นเนื่องจากประเด็นนี้เป็นข่าวเดิมที่มีการอายัดหุ้นไปแล้วตั้งแต่ในช่วงต้นปีการแถลงข่าวหรือการอายัดหุ้นข้างต้นเป็นประเด็นส่วนบุคคลจึงไม่เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานของ BCP, VGI, และ MFC
🌳 AMATA (-3.36%), WHA (-1.21%)
วันนี้ AMATA มี Analyst meeting โทนเป็นลบ 3Q26F Preview คาดกำไรสุทธิหดตัวทั้ง y-y และ q-q และต่ำกว่าที่เราและตลาดเคยคาดไว้ทำให้ประมาณการณ์ทั้งปีมี downside
🏭 PTTGC (+3.33%)
หุ้นเด่นของเราเช้านี้ มองเป็นเต็งหนึ่งที่จะได้ปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนจาก small cap เป็น global standard ในรอบ Rebalance 11 พ.ย. นี้ ผสานปัจจัยพื้นฐานแกร่งนักวิเคราะห์ของเราคาด 3Q26F พลิกมีกำไรสุทธิที่ 8.5 พันล้านบาท เทียบกับขาดทุนสุทธิ 2.9 พันล้านบาทใน 3Q25
🛢️ PTTEP (+2.78%)
ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับสูงเป็นจิตวิทยาบวกหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ (PTTEP, PTT) ซึ่งเป็น oil link company ด้านผลประกอบการ 3Q26F คาดมีกำไรปกติ 2.2 หมื่นล้านบาท +57%y-y สูงกว่าที่เราเคยประมาณการณ์ไว้เดิมราว 16%
#KSSResearch
🟡 เก่งหลังเกมส์สรุปประเด็น SET 🟡
วันที่ 28/10/2026
SET Index ปิดลบ 8.92 จุด (-0.57%) ปิดที่ระดับ 1,566 จุด มูลค่าการซื้อขาย 6.54 หมื่นล้านบาท (หุ้นปรับลง 151 บริษัท, ปรับขึ้น 276 บริษัท) ดัชนีปรับลงจากแรงขายหุ้นที่มีปัจจัยลบเฉพาะตัวนำลงโดย DELTA, กลุ่มน้ำมันโรงกลั่น ปิโตรฯ (PTTEP, PTTGC, TOP), กลุ่มท่องเที่ยว (AOT, BA, CENTEL, ERW) ส่วนกลุ่มที่ปรับขึ้นพยุงดัชนี คือ กลุ่มธนาคาร (BBL, KBANK, KTB)
หุ้นที่เคลื่อนไหวเด่น คือ
🏭 PTTGC (-5.99%), TOP (-3.33%), SPRC (-4.05%)
ปรับลงจาก 2 ปัจจัย คือ 1) มีจิตวิทยาลบหลังราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงคาดหวังอิหร่านกับสหรัฐเปิดช่องเจรจายุติสงคราม และ 2) กังวลมาตรการภาครัฐสั่งตัดต้นทุนแฝงออกจากโครงสร้างราคาน้ำมันมีผลตั้งแต่พรุ่งนี้ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของเราประเมินกระทบกำไรกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรในปี 2027F เฉลี่ย 4-16%
🧳 AOT (-2.04%), CENTEL (-5.79%), ERW (-4.28%), BA (-4.23%)
สวนทางนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมเพิ่มขึ้น 2.99%w-w เนื่องจากนักลงทุนไปโฟกัสนักท่องเที่ยวจีนมากกว่าภาพรวม โดยนักท่องเที่ยวจีนสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลงเหลือ 49,494 คน -24.17%w-w หลังสัปดาห์ที่ผ่านมา (19 ต.ค.) ทูตจีนประจำประเทศไทยประกาศเตือนให้ชาวจีนระวังตัวหากจะเดินทางมาในประเทศไทย
🏦 BBL (+1.35%), KBANK (+2.04%), KTB (+0.56%)
ตอบรับ กนง. มีมติเป็นเอกฉัณฑ์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ตามที่เราและตลาดคาดและมีมุมมองบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจโดยปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้และปีหน้าเป็น 2.4% และ 2.1% จากเดิม 2.1% และ 1.8% ตามลำดับ
🖥️ KCE (+5.38%), HANA (+2.07%), DELTA (-1.28%)
ปรับขึ้นตามหุ้น Tech ในต่างประเทศ และมีจิตวิทยาบวกหลัง SK Hynix ประกาศงบ 3Q26 ดีเกินคาดทั้งรายได้และกำไรสุทธิ โดยมีรายได้ 3Q26 ที่ 104.62 ล้านล้านวอน +328% y-y ดีกว่าตลาดคาด 6.5%, กำไรดำเนินงาน 83.33 ล้านล้านวอน +632% y-y สูงกว่าคาด 8.3% โดยวันนี้ SK Hynix +10.89% ส่วน DELTA ปรับลงผิดหวังงบ 3Q26 ต่ำกว่าที่เราและตลาดคาดราว 9-15%
#KSSResearch
วันที่ 28/10/2026
SET Index ปิดลบ 8.92 จุด (-0.57%) ปิดที่ระดับ 1,566 จุด มูลค่าการซื้อขาย 6.54 หมื่นล้านบาท (หุ้นปรับลง 151 บริษัท, ปรับขึ้น 276 บริษัท) ดัชนีปรับลงจากแรงขายหุ้นที่มีปัจจัยลบเฉพาะตัวนำลงโดย DELTA, กลุ่มน้ำมันโรงกลั่น ปิโตรฯ (PTTEP, PTTGC, TOP), กลุ่มท่องเที่ยว (AOT, BA, CENTEL, ERW) ส่วนกลุ่มที่ปรับขึ้นพยุงดัชนี คือ กลุ่มธนาคาร (BBL, KBANK, KTB)
หุ้นที่เคลื่อนไหวเด่น คือ
🏭 PTTGC (-5.99%), TOP (-3.33%), SPRC (-4.05%)
ปรับลงจาก 2 ปัจจัย คือ 1) มีจิตวิทยาลบหลังราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงคาดหวังอิหร่านกับสหรัฐเปิดช่องเจรจายุติสงคราม และ 2) กังวลมาตรการภาครัฐสั่งตัดต้นทุนแฝงออกจากโครงสร้างราคาน้ำมันมีผลตั้งแต่พรุ่งนี้ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของเราประเมินกระทบกำไรกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรในปี 2027F เฉลี่ย 4-16%
🧳 AOT (-2.04%), CENTEL (-5.79%), ERW (-4.28%), BA (-4.23%)
สวนทางนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมเพิ่มขึ้น 2.99%w-w เนื่องจากนักลงทุนไปโฟกัสนักท่องเที่ยวจีนมากกว่าภาพรวม โดยนักท่องเที่ยวจีนสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลงเหลือ 49,494 คน -24.17%w-w หลังสัปดาห์ที่ผ่านมา (19 ต.ค.) ทูตจีนประจำประเทศไทยประกาศเตือนให้ชาวจีนระวังตัวหากจะเดินทางมาในประเทศไทย
🏦 BBL (+1.35%), KBANK (+2.04%), KTB (+0.56%)
ตอบรับ กนง. มีมติเป็นเอกฉัณฑ์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ตามที่เราและตลาดคาดและมีมุมมองบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจโดยปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้และปีหน้าเป็น 2.4% และ 2.1% จากเดิม 2.1% และ 1.8% ตามลำดับ
🖥️ KCE (+5.38%), HANA (+2.07%), DELTA (-1.28%)
ปรับขึ้นตามหุ้น Tech ในต่างประเทศ และมีจิตวิทยาบวกหลัง SK Hynix ประกาศงบ 3Q26 ดีเกินคาดทั้งรายได้และกำไรสุทธิ โดยมีรายได้ 3Q26 ที่ 104.62 ล้านล้านวอน +328% y-y ดีกว่าตลาดคาด 6.5%, กำไรดำเนินงาน 83.33 ล้านล้านวอน +632% y-y สูงกว่าคาด 8.3% โดยวันนี้ SK Hynix +10.89% ส่วน DELTA ปรับลงผิดหวังงบ 3Q26 ต่ำกว่าที่เราและตลาดคาดราว 9-15%
#KSSResearch
❤1
🟡 เก่งหลังเกมส์สรุปประเด็น SET 🟡
วันที่ 30/10/2026
SET Index ร่วงแรง 26.01 จุด (-1.68%) ปิดที่ระดับ 1,519 จุด ต่ำสุดในรอบ 5 เดือน มูลค่าการซื้อขาย 7.36 หมื่นล้านบาท (หุ้นปรับลง 349 บริษัท, ปรับขึ้น 115 บริษัท) ดัชนีปรับลงตามตลาดหุ้นต่างประเทศจากแรงขายหุ้นเทคโนโลยีผิดหวังงบและ Guidance ที่อ่อนแอของ Amazon และ Intel โดยมี Sector ที่ปรับลงกดดัชนี คือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กฯ (DELTA, KCE, HANA), กลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL, TTB) และ กลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF, GPSC, BGRIM) ส่วนหุ้นที่ปรับขึ้น คือ ADVANC, PTTEP, BH, และ TOP
หุ้นที่เคลื่อนไหวเด่น คือ
🖥️ DELTA (-8.14%), HANA (-5.24%), KCE (-1.08%)
ร่วงแรงตามหุ้น Tech ในต่างประเทศประกอบกับมีปัจจัยกดดันเฉพาะตัวโดยเฉพาะผลประกอบการที่ออกมาต่ำกว่าคาดของ DELTA และ DELTA ไต้หวัน นอกจากนี้ยังมีประเด็น DELTA ขยายโรงงานไปมาเลเซียเพิ่มแรงกดดันต่อ DELTA Thailand ในอนาคต หากโรงงานดังกล่าวไม่ได้ถือหุ้นโดย DELTA Thailand (วันนี้ DELTA กดดัชนี 18 จุด หากตัดออก SET ลบ 8 จุด)
✈️ BA (-2.76%), THAI (-0.97%), AAV (-5.19%), AOT (-0.42%)
มีจิตวิทยาลบหลังมีกระแสข่าวสายการบินยุโรปหลายแห่งทยอยสั่งระงับเที่ยวบินไปตะวันออกกลางในเดือน พ.ย. สร้างความวิตกกับภาวะสงครามจะตึงเครียดขึ้นโดยเฉพาะคำขู่โจมตีของสหรัฐต่ออิหร่านหลังการเลือกตั้ง 3 พ.ย.นี้
💉 BH (+3.31%)
เป็น defensive stock พักเงินในภาวะตลาดผันผวน ผสาน preview งบ 3Q26F ยังเด่น เบื้องต้นนักวิเคราะห์ของเราคาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 2,060 ล้านบาท (+1%y-y และ +9%q-q) จากรายได้ที่คาดว่าจะเติบโต +3%y-y และ +7%q-q ผสานการปรับค่ารักษาและ Intensity ที่สูงขึ้น ขณะที่ Gross margin และ EBITDA margin มีแนวโน้มขยายตัวจาก Case mix ที่ดี สัดส่วนรายได้ผู้ป่วยต่างชาติยังอยู่ในระดับสูง
📱ADVANC (+1.20%)
Us Bond yield ปรับลงเป็นจิตวิทยาบวกหนุนการลงทุนในหุ้นปันผล ผสานนักลงทุนดักซื้อก่อนที่ ADVANC จะประกาศงบ 3Q26F ในวันอังคารหน้า
#KSSResearch
วันที่ 30/10/2026
SET Index ร่วงแรง 26.01 จุด (-1.68%) ปิดที่ระดับ 1,519 จุด ต่ำสุดในรอบ 5 เดือน มูลค่าการซื้อขาย 7.36 หมื่นล้านบาท (หุ้นปรับลง 349 บริษัท, ปรับขึ้น 115 บริษัท) ดัชนีปรับลงตามตลาดหุ้นต่างประเทศจากแรงขายหุ้นเทคโนโลยีผิดหวังงบและ Guidance ที่อ่อนแอของ Amazon และ Intel โดยมี Sector ที่ปรับลงกดดัชนี คือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กฯ (DELTA, KCE, HANA), กลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL, TTB) และ กลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF, GPSC, BGRIM) ส่วนหุ้นที่ปรับขึ้น คือ ADVANC, PTTEP, BH, และ TOP
หุ้นที่เคลื่อนไหวเด่น คือ
🖥️ DELTA (-8.14%), HANA (-5.24%), KCE (-1.08%)
ร่วงแรงตามหุ้น Tech ในต่างประเทศประกอบกับมีปัจจัยกดดันเฉพาะตัวโดยเฉพาะผลประกอบการที่ออกมาต่ำกว่าคาดของ DELTA และ DELTA ไต้หวัน นอกจากนี้ยังมีประเด็น DELTA ขยายโรงงานไปมาเลเซียเพิ่มแรงกดดันต่อ DELTA Thailand ในอนาคต หากโรงงานดังกล่าวไม่ได้ถือหุ้นโดย DELTA Thailand (วันนี้ DELTA กดดัชนี 18 จุด หากตัดออก SET ลบ 8 จุด)
✈️ BA (-2.76%), THAI (-0.97%), AAV (-5.19%), AOT (-0.42%)
มีจิตวิทยาลบหลังมีกระแสข่าวสายการบินยุโรปหลายแห่งทยอยสั่งระงับเที่ยวบินไปตะวันออกกลางในเดือน พ.ย. สร้างความวิตกกับภาวะสงครามจะตึงเครียดขึ้นโดยเฉพาะคำขู่โจมตีของสหรัฐต่ออิหร่านหลังการเลือกตั้ง 3 พ.ย.นี้
💉 BH (+3.31%)
เป็น defensive stock พักเงินในภาวะตลาดผันผวน ผสาน preview งบ 3Q26F ยังเด่น เบื้องต้นนักวิเคราะห์ของเราคาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 2,060 ล้านบาท (+1%y-y และ +9%q-q) จากรายได้ที่คาดว่าจะเติบโต +3%y-y และ +7%q-q ผสานการปรับค่ารักษาและ Intensity ที่สูงขึ้น ขณะที่ Gross margin และ EBITDA margin มีแนวโน้มขยายตัวจาก Case mix ที่ดี สัดส่วนรายได้ผู้ป่วยต่างชาติยังอยู่ในระดับสูง
📱ADVANC (+1.20%)
Us Bond yield ปรับลงเป็นจิตวิทยาบวกหนุนการลงทุนในหุ้นปันผล ผสานนักลงทุนดักซื้อก่อนที่ ADVANC จะประกาศงบ 3Q26F ในวันอังคารหน้า
#KSSResearch